Tuesday, June 20, 2017

ต้องทำให้ถูกหน้าที่



ต้องทำให้ถูกหน้าที่


        สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเรามีคุณค่าก็คือ ความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง เช่น เป็นครู ก็มีหน้าที่ในการอบรมสั่้งสอนศิษย์ เป็นตำรวจก็มีหน้าที่พิทักษ์ความสงบให้ราษฎร เป็นทหารก็มีหน้าที่เป็นรั้วของชาติ คอยป้องกันไม่ให้ใครมารุกราน เป็นต้น

        หากเมื่อไรก็ตามที่ทำผิดหน้าที่ย่อมจะทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นในสังคมอย่างแน่นอน ดังที่เราเห็นเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อในโซเชียลต่าง ๆ



        การที่ใครจะทำอะไรให้ถูกหน้าที่ได้ หัวใจก็คือความเข้าใจภาระงานในหน้าที่ของตนอย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องของความศรัทธา เป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน

        ในอดีตที่ผ่านมาผู้ที่ทำหน้าที่ในจุดนี้ จะมีความเข้าใจในเนื้องานเป็นอย่างดี เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นอดีตพระหรือเคยบวชเรียนมาก่อน ทำให้มีความเคารพในพระรัตนตรัย จึงได้ทำตัวเสมือนลูกศิษย์พระหรือเด็กวัด เมื่อมีปัญหาอะไรก็จะวิ่งเข้าหาพระผู้ใหญ่ คอยสอบถาม ขอคำแนะนำ เพราะตระหนักดีว่า กว่าท่านเหล่านั้นจะก้าวมาถึงการเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมได้ ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวมามากมาย


       ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจสำหรับผ.อ.สำนักพุทธคนปัจจุบัน ที่ท่านก้าวข้ามห้วยมาจากหน่วยงานดีเอสไอ ซึ่งว่าไปแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานพระพุทธศาสนา ส่วนว่าสาเหตุที่ย้ายมาเพราะอะไรก็คงจะรู้ ๆ กันอยู่

       แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อต้องมาทำหน้าที่ ก็ต้องทำให้ถูกหน้าที่ คือ เข้ามาช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในการทำงาน หากสงสัยอะไรก็ควรจะได้สอบถามพระผู้ใหญ่ อย่าเพิ่งรีบด่วนให้ข่าวหรือออกสื่อไปก่อน เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งตนเองและพระพุทธศาสนาได้

       เพราะสมมุติว่ามีเจตนาดีแต่ผิดวิธีก็อาจจะทำให้เกิดผลเชิงลบได้นะครับ
ท่าน




อนาคาริก
06/20/17

Monday, June 19, 2017

หวั่นเยาวชนเอาอย่าง



หวั่นเยาวชนเอาอย่าง


        จากปรากฏการณ์ผู้สาวขาเลาะ "ลำไย ไหทองคำ" ทำเอาท่านนายกรัฐมนตรีทนไม่ได้ต้องออกมาติงถึงความเหมาะสมและห่วงเรื่องการเอาอย่างของเยาวชน

        ในสายตาของผู้เขียนนับเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้นำกระโดดมาให้ความสำคัญกับเรื่องในระดับชาวบ้าน นอกเหนือการบริหารบ้านเมืองซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้งอยู่แล้ว


        ความจริงหากไปดูในสื่อหลาย ๆ ประเภท เช่น YOUTUBE ยังมีเรื่องที่น่าห่วงหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวของเยาวชน การใช้คำหยาบคายในครอบครัว หรือแม้กระทั่งการนำเสนอเรื่องเพศในรูปแบบต่าง ๆ หากท่านนายกฯได้เข้าไปดูก็คงจะเห็น


   อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็คิดว่ายังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าและคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากในระดับชาติ ระดับประเทศคือ ห่วงเรื่องเด็กจะเอาอย่างความเจ้าอารมณ์ของผู้นำและที่สำคัญวันข้างหน้าเยาวชนจะเอาอย่างหรือไม่ว่า เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว หากไม่พอใจก็จะพากันหาทางฉีกรัฐธรรมนูญอย่างที่เป็นกันในปัจจุบัน

      ว่าแต่เรื่องนี้ท่านนายกฯ มีความเห็นอย่างไรครับ?






อนาคาริก
06/19/17

Friday, March 24, 2017

หนอนนั้น...สำคัญไฉน



หนอนนั้น...สำคัญไฉน


        คำว่า หนอน มีหลายนัยยะ ที่พวกเรามักจะคุ้นเคยกันก็คือ คำว่า “หนอนหนังสือ” ซึ่งหมายถึง คนที่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ


        ส่วนอีกนัยยะหนึ่ง ที่มักจะถูกมองเป็นเชิงลบ คือ “หนอน ในความหมายว่า ผู้เป็นไส้ศึก หรือฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาอยู่ในฝ่ายเรา”

        ที่ปรารภเหตุเรื่องนี้เนื่องจากผู้เขียนมักจะถูกถามเสมอว่า ทราบไหมว่าใครเป็นหนอน?

        บางท่านถึงกับระบุเลยทีเดียวว่า คนนั้นคนนี้เป็นหนอน

        ถามว่า ในทัศนะของผู้เขียนคิดเรื่องนี้อย่างไร?

        ก็ขอตอบตามความสัตย์ว่า ไม่เคยเอาเรื่องนี้มาใส่ใจเลย ถามว่าทำไม ก็ตอบว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะมาคิดเรื่องนี้


        ถามต่อไปอีกว่า หากคิดหรือกังวลกับเรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็ตอบได้อีกนั่นแหละว่า

        1. เราจะกลายเป็นนักจับผิด เพราะต้องคอยจับจ้องมองว่า คนนั้นเป็นไง คนนี้เป็นไง จะเห็นพฤติกรรมของใคร ๆ ก็น่าสงสัยไปหมด แล้วก็จะส่งผลให้ใจไม่ใส นั่งธรรมะก็ไม่ได้ดี

        2. จะเกิดความระแวงกัน ไม่ไว้ใจกันในหมู่คณะ ซึ่งจะทำให้เข้าทางผู้ไม่ปรารถนาดี

        จะเห็นได้ว่า แค่เหตุผล 2 ข้อนี้ การมองใครเป็นหนอนก็ไม่สนุกแล้ว



        ถามต่อไปว่า แล้วเราควรจะทำอย่างไร ก็ตอบได้ว่า

        1. ให้มั่นใจว่า สิ่งที่หมู่คณะเราทำอยู่ คือ การรักษาพระพุทธศาสนา เรามาร่วมกันสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องไปกลัวว่าใครจะมาจับผิดเรา

        2. ตั้งใจสร้างความดีของเราให้มากยิ่งขึ้น เพราะความดีเท่านั้นที่จะเป็นสิ่งที่ชนะทุกสิ่งทุกอย่าง

        3. ให้มีจิตเมตตา มองทุกคนที่อยู่รอบตัวเรา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองที่มาปฏิบัติหน้าที่ ให้มองเขาเสมือนญาติ ที่มาเยี่ยมเยียนเรา ให้เอาความดีชนะใจเขาให้ได้

        4. ยึดมั่นและหมั่นทบทวนคำสอนของครูบาอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ

        หากเราทำได้อย่างนี้ “หนอน” ก็จะกลายเป็นผีเสื้อที่โบยบิน ให้ความสวยงามกับโลกได้ และจะกลายเป็นเพื่อนของเราในที่สุด








อนาคาริก
03/25/17

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ...ปัจจุบันที่ลืมอดีต



      สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ...ปัจจุบันที่ลืมอดีต


        ด้วยความตระหนักว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือ จึงต้องยอมรับความจริงว่า ในอดีตที่คนไทยมีความเป็นปึกแผ่น มีความรัก ความสามัคคีก็เพราะอาศัยหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และใช้ในการพัฒนาสังคมประเทศชาติสืบมา

 

        เดิมนั้นการบริหารกิจการพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ แต่ต่อมาด้วยเหตุว่า ทางศาสนจักรกับอาณาจักรต้องมีการประสานงานกัน จึงทำให้เกิดพัฒนาการในการที่ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยดีงาม


        เดิมนั้นไม่ได้แยกการศึกษาออกจากวัด จึงมีกระทรวงธรรมการ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ค่อย ๆ พัฒนากลายมาเป็นกรมการศาสนา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2545 จึงแยกการบริหารกรมการศาสนาออกเป็น 2 ส่วน คือ กรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี



        หน้าที่หลัก ๆ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น คือ ภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานคณะสงฆ์และรัฐโดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์ คุ้มครองและส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดูแล รักษา จัดการศาสนสมบัติ



        ในอดีตที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีเหตุอะไรที่จะเป็นการก้าวล่วงคณะสงฆ์ เนื่องจากผู้นำในสำนักพุทธฯ ล้วนเคยเป็นศิษย์วัดมาก่อน มีความเข้าใจในการทำงานร่วมกับคณะสงฆ์เป็นอย่างดี 

        จนกระทั่ง ณ วันนี้ มีการเปลี่ยนผู้ดูแล ซึ่งมาจากหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ลูกหม้อของหน่วยงานนี้ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

        เพียงเริ่มต้นทำงานก็ทำให้เห็นแล้วว่า ขาดความแม่นยำในการใช้กฎหมาย จนต้องไปรับคำแนะนำจากผู้ที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย ใช้แรงกดดันพระมหาเถระ เพื่อให้บรรลุผลตามที่ตนต้องการ

        ก็คงจะต้องจับตาดูว่าทิศทางในการทำงานจะเป็นอย่างไรต่อไป จากที่ในอดีตคือ "ลูกศิษย์พระ" วันนี้จะกลายเป็น "นายของพระ" ไปแล้วหรืออย่างไร? 

ห้ามกระพริบตานะครับ




อนาคาริก
03/24/17










Thursday, March 23, 2017

ทำไมต้องเป็นกฎ 24



ทำไมต้องเป็นกฎ 24


        ผู้เขียนมีความสงสัยในเบื้องต้นว่า ทำไมผ.อ.สำนักพุทธฯจึงยื่นหนังสือให้มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายองค์ใหม่ทั้งที่ปัจจุบันก็มีรักษาการแทนเจ้าอาวาสซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องตามขั้นตอนตามกฎ 19 ว่าด้วยการแต่งตั้งรักษาการแทนเจ้าอาวาสอยู่แล้ว

        ก็คงต้องมาดูประเด็นแรกกันก่อนว่า สำนักพุทธฯมีอำนาจหน้าที่ในการยื่นหนังสือหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า หากดูตามอำนาจหน้าที่แล้ว คงจะอ้างว่าทำได้ดังนี้
ฯลฯ

        (2) รับสนองงาน ประสานงาน และถวายการสนับสนุนกิจการและการบริหารการปกครองคณะสงฆ์
        (3) เสนอแนวทางการกำหนดนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา

ฯลฯ

        ทั้งนี้โดยหน้าที่ก็เพียงแค่นำเสนอได้ ส่วนจะทำหรือไม่เป็นอำนาจของมหาเถรสมาคมหรือของสงฆ์ที่จะพิจารณา


        ประเด็นที่ 2 ทำไมต้องเสนอใช้ กฎ 24 ซึ่งว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ อย่างที่กล่าวไว้เบื้องต้นว่า ในเมื่อมีรักษาการแทนเจ้าอาวาสอยู่แล้วจะเสนอให้แต่งตั้งเจ้าอาวาสขึ้นมาอีกทำไม

        หากพิจารณาตามที่มีคลิปถูกปล่อยออกมาจะเห็นได้ว่า มีข้ออ้างว่า

        1. รักษาการแทนเจ้าอาวาสถูกดำเนินคดีจึงต้องมีการถอดถอน

         ประเด็นนี้ก็คงต้องบอกว่าขณะนี้รักษาการแทนเจ้าอาวาส เป็นเพียงผู้ต้องหา ซึ่งถูกกล่าวหา ยังไม่มีกระบวนการทางศาล และศาลยังไม่ได้พิจารณาว่ามีความผิดแต่อย่างใด หากเพียงแค่การถูกกล่าวหาแล้วจะถือว่าต้องคดี ก็คงจะมีการกลั่นแกล้งกันทั่วบ้านทั่วเมืองแน่(เหมือนกรณีของสมเด็จวัดปากน้ำ)

        2. การให้รักษาการแทนเจ้าอาวาสเป็นพระวัดพระธรรมกายจะทำให้กระบวนการพิจารณาทางสงฆ์ดำเนินต่อไปไม่ได้

        ประเด็นนี้ก็แสดงให้เห็นเจตนาอย่างชัดแจ้งว่า อย่างไรก็ไม่ยอมให้เจ้าอาวาสมาจากพระวัดพระธรรมกายแน่ ก็ต้องถามว่าเจตนาแท้จริงของผ.อ.สำนักพุทธฯ ต้องการอะไรกันแน่

         สิ่งที่น่าแปลกอีกประการคือ ท่านผ.อ.ได้ยืนยันว่า ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับพระพุทธอิสระ แต่ปรากฏว่า เรื่องราวต่าง ๆ ช่างสอดคล้องกับสิ่งที่ปรากฏในคลิปนั้นเหลือเกินแทบจะเรียกได้ว่ากอปปี้ออกมาเลย

        ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่า เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เพราะผู้เขียนก็ไม่กล้าฟันธง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์หรือหลักกฎหมายอะไรก็ล้วนแล้วแต่พ่ายแพ้ต่อหลักกู








อนาคาริก
03/23/17

Wednesday, March 22, 2017

ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด



ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด


        คนโบราณมักจะมีคำสอนที่คมคาย จนกลายมาเป็นสุภาษิต คำพังเพยหรือบทกลอนสอนใจ ทำให้เกิดความสวยงามหรือความสละสลวยของภาษา

        ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด ถ้านึกเป็นภาพก็ดูเหมือนจะไม่มีความหมายอะไรนัก มันก็ของแน่อยู่แล้ว เพราะช้างตัวโตซะขนาดนั้น จะเอาใบบัวนิดเดียวไปปิดได้อย่างไร


        ในสถานการณ์ปัจจุบันหากใครได้ติดตามเรื่องราวของวัดพระธรรมกาย คงจะเห็นถึงสิ่งที่มีความไม่ชอบมาพากลอยู่

        - ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ก็เริ่มยัดเยียดให้เป็นคอมมิวนิสต์

        - วันร้ายคืนร้ายก็ว่าบิดเบือนคำสอนในพระไตรปิฎก(พอให้ชี้ว่าตรงไหนก็เงียบ)

        - เจ้าอาวาสนั่งรับประเคน ก็หาว่ารับของโจร ฟอกเงิน

ฯลฯ



        สารพัดเรื่องประดังเข้ามาจนนำไปสู่การใช้ ม. 44 ควบคุมพื้นที่ แล้วก็เข้ามาตรวจค้นทุกซอกทุกมุม พอไม่พบผู้กระทำความผิดหรือของผิดกฎหมายตามที่มีในบันทึกการตรวจค้น เรื่องก็น่าจะจบโดยต่างก็แยกย้ายกันไป ยกเลิกการควบคุมพื้นที่


 

        จู่ ๆ ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ไปค้นเจออาวุธที่บ้านของใครก็ไม่รู้ แล้วก็หาเหตุโยงเข้าหาวัดว่าเกี่ยวข้องกัน สร้างเรื่องราวว่านั่นคือ อาวุธที่ขนออกจากวัด

        แม่เจ้า ทหารตำรวจล้อมวัดอยู่กว่า 4,000 นาย กล้วยสักหวียังถูกค้นไม่ให้เอาเข้า หากสามารถเอาอาวุธขนาดนั้นออกไปจากวัดได้ นี่เท่ากับผู้สร้างเรื่องดูถูกความสามารถของทหารตำรวจไทยเป็นอย่างมากเลยนะครับ



        เมื่อประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วสิ่งที่ผุดขึ้นมาให้เห็นมีทั้งในวัด คือ

        1.การไม่ยกเลิก ม.44

        2.การพยายามดำเนินการทางสงฆ์ให้มีการเปลี่ยนเจ้าอาวาสเพื่อจะเข้ามาบริหารจัดการเอง โดยเฉพาะในเรื่องทรัพย์สิน


        และเรื่องที่ผุดภายนอก เช่น การขึ้นภาษีต่าง ๆ ทั้งภาษีที่ดิน ทั้งภาษีสรรพสามิต เป็นต้น

        ทำให้เกิดกระแสแว่ว ๆ ลอยลมมาว่า เอาเข้าจริง ๆ เรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้ แท้จริงแล้ว คือ วิธีการที่ใครบางคนกำลังแก้ปัญหาง่าย ๆ จากการหาเงินไม่เป็น เลยจะหาทางมายึดเงินวัดกระมัง


         เอ ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ จะถือเป็นตัวอย่างของคำพังเพยว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด ได้ไหมครับ?





อนาคาริก
03/22/17

Tuesday, March 21, 2017

จริงหรือหลอก...บอกกันสักนิด



จริงหรือหลอก...บอกกันสักนิด


        วันนี้มีผู้ส่งคลิปมาให้ผู้เขียนพร้อมกับคำถามว่า เชื่อหรือไม่กับบทสนทนานั้น?

        ก่อนที่จะตอบ ก็ขอให้พวกเราช่วยกันดู ช่วยกันพิจารณาก่อน ตั้งใจฟังกันให้ดีนะ



                                          


        ในทัศนะของผู้เขียน ขอกล่าวในเบื้องต้นว่า

       1.ลักษณะการสนทนา เป็นการรายงานการทำงาน พร้อมกับรับนโยบายไปทำงานต่อ

        2.การอ้างกฎหมายของพระอาจารย์ที่บอกคนในคลิปไปนั้นไม่ถูกต้อง เป็นการอ้างกฎหมายบางส่วน ไม่ได้กล่าวถึงองค์ประกอบทั้งหมด ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เช่น การแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสนั้น ก็เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ.2536) อย่างถูกต้อง และอย่าลืมว่า เจ้าคณะจังหวัดท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎระเบียบของสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง




        คราวนี้มาเข้าประเด็นของคำถามว่า ผู้เขียนเชื่อหรือไม่ว่าเป็นการสนทนาของพระพุทธอิสระกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คือ นายพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

        ผู้เขียนขอตอบว่า ไม่ปักใจเชื่อ เหตุผลคือ

        1.ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของพระพุทธอิสระจึงไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องรายงานการทำงาน และต้องรับนโยบายจากท่าน

        2.ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ย้ายมาจากหน่วยงานดีเอสไอ ซึ่งมีสโลแกนว่า เกียรติศักดิ์ เชี่ยวชาญ ซื่อสัตย์ ก็น่าจะเป็นผู้ที่รักเกียรติ รักศักดิ์ศรี ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้คำสั่งของผู้ไม่เกี่ยวข้อง

        3.ใครก็ตามที่มาเป็นผู้อำนวยการสำนักพุทธฯจะต้องมีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา กฎหมาย กฎระเบียบของสงฆ์เป็นอย่างดี

        ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา ผู้เขียนจึงไม่เชื่อว่านี่เสียงของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่เพื่อให้สังคมไม่เกิดความคลางแคลงใจ ผู้เขียนใคร่ขอเสนอให้ ท่านผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ได้ออกมาชี้แจงหรือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ พร้อมกับเอาผิดกับบุคคลในคลิปที่ทำให้ท่านเกิดความเสื่อมเสีย เป็นที่ครหาของสังคมต่อไป



         หมายเหตุ ล่าสุดผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ออกมาให้ข่าวยอมรับตามลิงค์ 

https://www.dailynews.co.th/education/563259

        ทำเอาผู้เขียนมึนตึบเลยครับ ว่าเป็นไปได้ยังไง แล้ววัดพระธรรมกายจะได้รับความเป็นธรรมตามที่ควรจะเป็นหรือไม่?





อนาคาริก

03/21/17